Category: ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการปฏิบัติตามข้อกำหนด

  • องค์กรในประเทศไทยควรใช้ CISO ภายนอกเมื่อใด

    องค์กรในประเทศไทยควรใช้ CISO ภายนอกเมื่อใด

    ในหลายองค์กรในประเทศไทย งานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มักเริ่มต้นจากการดูแลของผู้จัดการฝ่าย IT ผู้ให้บริการ IT ภายนอก หรือทีมสนับสนุน รูปแบบนี้อาจเพียงพอเมื่อระบบสารสนเทศยังไม่ซับซ้อน แต่จะเริ่มมีข้อจำกัดเมื่อมีการใช้บริการคลาวด์ การเข้าถึงจากระยะไกล ผู้ให้บริการหลายราย ข้อกำหนดตามสัญญา และข้อมูลที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น

    ปัญหาไม่ได้หมายความว่าองค์กรขาดทักษะทางเทคนิคเสมอไป หลายครั้งสิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่สามารถแปลงความเสี่ยงให้เป็นการตัดสินใจ กำหนดลำดับความสำคัญ ประสานผู้เกี่ยวข้อง และรายงานต่อฝ่ายบริหารได้อย่างชัดเจน นี่คือบทบาทที่ CISO ภายนอก สามารถเข้ามาช่วยได้ เมื่อองค์กรยังไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเต็มเวลา หรือยังไม่สามารถจัดหาบุคลากรภายในได้เหมาะสม

    ประเด็นสำคัญที่ควรรู้

    • CISO ภายนอกทำหน้าที่ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการทางเทคนิคเพิ่มเติมอีกหนึ่งราย
    • รูปแบบนี้เหมาะเมื่อระดับความเสี่ยงและข้อกำหนดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถขององค์กรในการกำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วยทรัพยากรภายใน
    • ในประเทศไทย PDPA, Cybersecurity Act และกฎเฉพาะบางอุตสาหกรรมอาจมีผลต่อแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัย แต่ไม่ได้กำหนดให้องค์กรทุกแห่งต้องมี CISO
    • CISO ภายนอกไม่แทนที่ฝ่ายบริหาร ทีม IT, DPO หรือผู้ให้บริการปฏิบัติการ แต่ช่วยกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และการประสานงานให้ชัดเจน
    • คุณค่าของบทบาทนี้ควรสะท้อนผ่านแผนงานที่เป็นไปได้ ความรับผิดชอบที่ชัดเจน การติดตามมาตรการควบคุม และรายงานที่ฝ่ายบริหารนำไปใช้ตัดสินใจได้

    ความจำเป็นเกิดขึ้นเมื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไม่มีผู้กำกับดูแลที่ชัดเจน

    องค์กรอาจมีผู้ให้บริการ IT ที่มีความสามารถ มีระบบสำรองข้อมูล ไฟร์วอลล์ และบริการคลาวด์ที่ดูแลอย่างเหมาะสม แต่ยังมีจุดอ่อนด้านธรรมาภิบาลได้ เครื่องมือเหล่านี้ไม่สามารถตัดสินใจแทนองค์กรได้ว่า ระดับความเสี่ยงใดยอมรับได้ งบประมาณด้านใดควรมาก่อน ใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ หรือควรอนุมัติผู้ให้บริการรายใหม่หรือไม่

    CISO ภายนอกเข้ามาเติมบทบาทด้านการกำกับดูแลนี้ โดยช่วยให้ฝ่ายบริหารระบุความเสี่ยงที่ต้องตัดสินใจ จัดทำนโยบายที่จำเป็น ติดตามแผนแก้ไข และตรวจสอบว่ามาตรการที่ตกลงกันถูกนำไปใช้จริง อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจยังคงอยู่ภายในองค์กร

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลที่ใช้ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น Corporate Governance Code ของสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดแนวทางให้คณะกรรมการของบริษัทที่อยู่ในขอบเขตต้องนำความเสี่ยงด้าน IT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง และดูแลให้มีนโยบายกับกระบวนการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้เป็นกรอบเฉพาะสำหรับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับ SME ทุกแห่ง

    สถานการณ์ที่ CISO ภายนอกเริ่มมีความเหมาะสมในประเทศไทย

    องค์กรเติบโตโดยยังไม่มีหน้าที่ด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยเฉพาะ

    เมื่อมีการเพิ่มระบบ แอปพลิเคชัน SaaS การเข้าถึงจากภายนอก และผู้ให้บริการหลายราย งานประจำวันอาจยังเดินต่อได้ แต่ไม่มีใครเห็นภาพความเสี่ยงแบบรวมศูนย์ CISO ภายนอกสามารถช่วยจัดทำแผนผังสินทรัพย์และการพึ่งพาที่สำคัญ กำหนดความรับผิดชอบ และสร้างแผนปรับปรุงที่เหมาะกับทรัพยากรขององค์กร

    บริษัทในประเทศไทยต้องนำข้อกำหนดของกลุ่มบริษัทต่างประเทศมาปฏิบัติ

    บริษัทลูกในประเทศไทยอาจต้องปฏิบัติตามนโยบาย มาตรฐาน แบบประเมินความมั่นคงปลอดภัย หรือมาตรการควบคุมที่สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศกำหนด ความท้าทายคือการปรับข้อกำหนดเหล่านั้นให้เข้ากับระบบ ผู้ให้บริการ และวิธีทำงานในประเทศ พร้อมจัดทำหลักฐานที่กลุ่มบริษัทสามารถนำไปใช้ได้จริง

    CISO ภายนอกในประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมระหว่างฝ่ายบริหาร ทีม IT ผู้ให้บริการ และทีม security ของกลุ่มบริษัท ช่วยหลีกเลี่ยงทั้งการนำรูปแบบจากต่างประเทศมาใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะกับบริบท และการทำ compliance แบบเอกสารที่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานจริง

    ลูกค้าและคู่ค้าต้องการหลักประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น

    แบบสอบถามด้านความมั่นคงปลอดภัย เงื่อนไขในสัญญา การขอนโยบายอย่างเป็นทางการ หรือหลักฐานการบริหารสิทธิ์การเข้าถึง อาจสะท้อนว่าองค์กรยังขาดโครงสร้างในการตอบคำถามเหล่านี้ คำขอดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายเสมอไป แต่อาจกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าได้

    CISO ภายนอกช่วยให้องค์กรตอบข้อกำหนดได้อย่างสอดคล้องกัน และแยกให้ชัดว่ามาตรการใดใช้อยู่จริงกับมาตรการใดที่ยังอยู่ในแผน สิ่งที่ให้คำมั่นแก่ลูกค้าควรตรงกับการควบคุมที่องค์กรดำเนินการอยู่จริง

    เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยเปิดเผยข้อจำกัดขององค์กร

    หลังเหตุ ransomware บัญชีถูกยึด การรั่วไหลของข้อมูล หรือระบบหยุดให้บริการเป็นเวลานาน การกู้คืนระบบเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ องค์กรต้องเข้าใจสาเหตุ กำหนดผู้รับผิดชอบต่อการแก้ไข และติดตามให้มาตรการเหล่านั้นเสร็จสิ้น

    การใช้ CISO ภายนอกหลังเหตุฉุกเฉินสามารถเปลี่ยนบทเรียนจากเหตุการณ์ให้เป็นแผนปรับปรุงที่ครอบคลุมความรับผิดชอบ สิทธิ์การเข้าถึง ระบบสำรองข้อมูล ผู้ให้บริการ การตรวจจับ และกระบวนการตอบสนองต่อเหตุการณ์

    องค์กรเข้าสู่ขอบเขตที่มีกฎกำกับมากขึ้น

    องค์กรในประเทศไทยไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบเดียวกันทั้งหมด พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดกรอบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่ถูกระบุเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หรือ Critical Information Infrastructure นอกจากนี้บางอุตสาหกรรมยังมีกฎเฉพาะ ตัวอย่างเช่น สำนักงาน ก.ล.ต. มีข้อกำหนดด้าน IT และความมั่นคงปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบางประเภทที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

    ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ CISO ภายนอกสามารถช่วยยกระดับธรรมาภิบาลและความพร้อมต่อการตรวจสอบ แต่ขอบเขตงานต้องสอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดที่ใช้กับองค์กรนั้นจริง

    สิ่งที่ CISO ภายนอกควรกำกับดูแลจริง

    การทำงานที่ดีไม่ควรจบเพียงรายงานคำแนะนำหนึ่งชุด แต่ควรสร้างกระบวนการกำกับดูแลที่ฝ่ายบริหารสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง

    • จัดทำภาพรวมความเสี่ยง สินทรัพย์ แอปพลิเคชัน ผู้ให้บริการ และการพึ่งพาที่สำคัญ;
    • จัดทำแผนงานโดยเรียงลำดับตามความเสี่ยง ความพยายาม งบประมาณ และข้อจำกัดในการดำเนินงาน;
    • จัดทำนโยบายและขั้นตอนที่จำเป็น โดยไม่เพิ่มเอกสารที่ไม่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน;
    • กำกับดูแลตัวตน สิทธิ์พิเศษ และบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง;
    • บริหารความเสี่ยงจากผู้ให้บริการภายนอกและบริการคลาวด์;
    • เตรียมและประสานการตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย;
    • สร้างความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยให้พนักงานและผู้รับผิดชอบธุรกิจ;
    • เตรียมความพร้อมสำหรับการ audit แบบสอบถามจากลูกค้า และการตรวจสอบตามข้อกำหนดเฉพาะอุตสาหกรรม;
    • รายงานต่อฝ่ายบริหารเป็นประจำด้วยตัวชี้วัดที่เข้าใจและนำไปใช้ตัดสินใจได้

    ขอบเขตที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะองค์กร SME ด้านบริการ โรงงาน แพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทลูกของกลุ่มต่างประเทศ มีสินทรัพย์ ภัยคุกคาม และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

    สิ่งที่ CISO ภายนอกไม่สามารถแทนที่

    CISO ภายนอกไม่ได้แทนผู้ดูแลระบบหรือเครือข่าย ทีม support, SOC, MSSP, ผู้ตรวจสอบ หรือผู้ให้บริการทดสอบเจาะระบบ หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่ดำเนินการหรือประเมินมาตรการควบคุม ส่วน CISO ทำหน้าที่ด้านธรรมาภิบาล กำหนดลำดับความสำคัญ และตรวจสอบว่าการดำเนินการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ระบุไว้จริง

    CISO ภายนอกไม่ได้แทน DPO เช่นกัน ภายใต้ PDPA ของไทย การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีเงื่อนไขเฉพาะ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มีส่วนที่ทับซ้อนกัน เช่น มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและการจัดการเหตุละเมิดข้อมูล แต่บทบาททั้งสองยังแยกจากกัน องค์กรจึงควรกำหนดความรับผิดชอบระหว่างฝ่ายบริหาร CISO, DPO, IT และผู้ให้บริการให้ชัดเจน

    สุดท้าย CISO ภายนอกไม่ควรตัดสินใจทางธุรกิจแทนฝ่ายบริหาร บทบาทนี้สามารถเสนอคำแนะนำ จัดทำข้อมูล และเตรียมทางเลือกสำหรับการตัดสินใจได้ แต่การยอมรับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ งบประมาณ และลำดับความสำคัญทางธุรกิจยังเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร

    PDPA และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต้องเชื่อมกันโดยไม่ทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน

    PDPA ของไทยกำหนดให้องค์กรที่อยู่ในขอบเขตต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับข้อมูลส่วนบุคคล แหล่งข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีเนื้อหาเฉพาะด้าน Security Management และการจัดการเหตุละเมิดข้อมูล ประเด็นเหล่านี้ทำให้ฝ่าย compliance และ security ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตาม PDPA เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้องค์กรมีโปรแกรมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ครบถ้วน ยังมีสินทรัพย์อื่นที่ต้องปกป้องแม้ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บัญชีผู้ดูแลระบบ ความลับทางเทคนิค ทรัพย์สินทางปัญญา ความพร้อมใช้งานของระบบ ระบบสำรองข้อมูล และความต่อเนื่องทางธุรกิจ

    CISO ภายนอกจึงควรทำงานร่วมกับ DPO ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน โดยไม่ลดบทบาทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้เหลือเพียงส่วนหนึ่งของงาน compliance ด้านข้อมูลส่วนบุคคล

    รูปแบบการใช้ CISO ภายนอกมีได้หลายแบบ

    องค์กรที่มีวุฒิภาวะด้าน IT อยู่แล้วอาจต้องการการกำกับดูแลแบบต่อเนื่องในลักษณะ part-time องค์กรอีกแห่งอาจต้องการโครงการเพื่อจัดโครงสร้างใหม่ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ ความเสี่ยง และแผนงาน ส่วนบริษัทที่กำลังเติบโตอาจใช้ CISO ภายนอกเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนรับบุคลากรภายใน

    รูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับจำนวนและความสำคัญของการตัดสินใจ ระดับความเสี่ยง วุฒิภาวะของ IT ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และความสามารถของทีมภายในในการดำเนินแผน ไม่ควรเลือกเพียงจากจำนวนวันให้คำปรึกษาที่ซื้อมา

    จะทราบได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องมีบทบาทนี้แล้ว

    คำถามต่อไปนี้ช่วยประเมินสถานการณ์ได้:

    • ฝ่ายบริหารได้รับภาพรวมความเสี่ยงไซเบอร์หลักขององค์กรอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอหรือไม่
    • มีผู้รับผิดชอบที่สามารถกำหนดลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยนอกเหนือจากงาน IT ประจำวันหรือไม่
    • ความรับผิดชอบระหว่างองค์กรกับผู้ให้บริการภายนอกถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
    • สิทธิ์เข้าถึงที่สำคัญ ผู้ให้บริการ ระบบสำรองข้อมูล และแผนตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้รับการตรวจสอบเป็นระยะหรือไม่
    • องค์กรสามารถตอบข้อกำหนดจากลูกค้า กลุ่มบริษัท หรือหน่วยงานกำกับได้โดยไม่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าใช่หรือไม่
    • มาตรการที่ตกลงหลังการ audit หรือเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยถูกติดตามจนเสร็จสิ้นหรือไม่
    • องค์กรแยกความรับผิดชอบของ CISO, DPO, IT และฝ่ายบริหารได้ชัดเจนหรือไม่

    หากหลายคำตอบเป็น “ไม่” ความต้องการหลักขององค์กรอาจไม่ใช่การซื้อเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยเพิ่ม แต่คือการมีหน้าที่กำกับดูแลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

    การเลือก CISO ภายนอกให้เหมาะกับองค์กรในประเทศไทย

    การคัดเลือกควรพิจารณาความสามารถด้านธรรมาภิบาลควบคู่กับความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ผู้ให้บริการต้องสามารถทำงานกับฝ่ายบริหาร ผู้รับผิดชอบธุรกิจ ทีม IT และผู้ขายได้ พร้อมเข้าใจบริบทของประเทศไทยและรู้วิธีนำข้อกำหนดระหว่างประเทศมาใช้เฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับองค์กรจริง

    สำหรับองค์กรที่ทำงานหลายประเทศ ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาที่ทีมในประเทศและกลุ่มบริษัทใช้งานก็มีความสำคัญ เอกสารและรายงานควรเข้าใจได้ในบริบทท้องถิ่น และยังสามารถนำไปใช้โดยสำนักงานใหญ่หรือลูกค้าต่างประเทศได้

    รูปแบบการทำงานควรเพิ่มความเป็นอิสระขององค์กรด้วย การวิเคราะห์ความเสี่ยง นโยบาย แผนดำเนินงาน และรายงานต่าง ๆ ต้องยังใช้งานได้หากมีการเปลี่ยนผู้ให้บริการ

    บทบาทด้านการบริหารก่อนบทบาทด้านเทคนิค

    การใช้ CISO ภายนอกในประเทศไทย เริ่มเหมาะสมเมื่อองค์กรต้องการการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีบทบาทนี้ภายใน ปัจจัยกระตุ้นอาจมาจากการเติบโต เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย ข้อกำหนดจากกลุ่มบริษัท ความต้องการของลูกค้า หรือกรอบกำกับเฉพาะอุตสาหกรรมที่เข้มขึ้น สิ่งที่เหมือนกันคือความมั่นคงปลอดภัยได้กลายเป็นเรื่องของการบริหาร ไม่ใช่เพียงงานปฏิบัติการ IT

    แนวทางที่เหมาะสมคือกำหนดขอบเขตอำนาจ ความรับผิดชอบ และผลลัพธ์ที่คาดหวังก่อนเลือกรูปแบบการใช้บริการ Cybersiam มองเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่านธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องสำหรับองค์กรที่ดำเนินงานในประเทศไทย

  • GDPR และ PDPA: สิ่งที่ธุรกิจในประเทศไทยซึ่งมีลูกค้าในยุโรปควรรู้

    GDPR และ PDPA: สิ่งที่ธุรกิจในประเทศไทยซึ่งมีลูกค้าในยุโรปควรรู้

    สำหรับบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง GDPR และ PDPA ในประเทศไทย ต้องดูตามกิจกรรมการประมวลผลแต่ละประเภท โดย PDPA ของไทยเป็นกรอบหลัก ขณะที่ GDPR ของสหภาพยุโรปอาจใช้บังคับกับบางกิจกรรม การมีลูกค้าในยุโรปเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ GDPR ใช้กับการประมวลผลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ การวิเคราะห์ต้องพิจารณาสถานที่ตั้งของบริษัท บุคคลที่เป็นเป้าหมาย ลักษณะบริการ และกระแสข้อมูลระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทย

    สำหรับบริษัทไทยที่ทำธุรกิจกับยุโรป ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างกฎหมายสองฉบับ แต่คือการสร้างธรรมาภิบาลข้อมูลที่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า กฎหมายใดใช้กับการประมวลผลใด และมีหน้าที่ใดที่ต้องปฏิบัติ

    ประเด็นสำคัญที่ควรรู้

    • PDPA เป็นกรอบหลักด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทที่จัดตั้งในประเทศไทย
    • GDPR อาจใช้บังคับเพิ่มเติมเมื่อบริษัทมีสถานประกอบการในสหภาพยุโรป เสนอสินค้าหรือบริการโดยมุ่งเป้าไปยังบุคคลในสหภาพ หรือเฝ้าติดตามพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้น
    • การมีลูกค้าในยุโรปเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ GDPR ใช้บังคับโดยอัตโนมัติกับการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดของบริษัท
    • การโอนข้อมูลส่วนบุคคลจาก EEA ไปยังประเทศไทยต้องถูกระบุและจัดให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม เมื่อบทที่ V ของ GDPR ใช้บังคับ
    • การกำกับดูแลร่วมด้านการประมวลผล สิทธิ สัญญา เหตุละเมิด และความเสี่ยง ช่วยให้จัดการข้อกำหนด GDPR และ PDPA ได้โดยไม่ต้องทำกระบวนการซ้ำโดยไม่จำเป็น

    PDPA เป็นกรอบหลักด้านการคุ้มครองข้อมูลในประเทศไทย

    พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA เป็นกฎหมายหลักของประเทศไทยด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บทบัญญัติหลักมีผลใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 และครอบคลุมการเก็บรวบรวม การใช้ การเปิดเผย การเก็บรักษา และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

    เช่นเดียวกับ GDPR, PDPA ตั้งอยู่บนหลักสำคัญหลายประการ ได้แก่ ต้องมีฐานกฎหมายในการประมวลผล แจ้งข้อมูลแก่เจ้าของข้อมูล จำกัดวัตถุประสงค์และระยะเวลาการเก็บรักษา ปกป้องข้อมูล และเปิดให้เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิตามกฎหมาย ดังนั้น ความยินยอมจึงไม่ใช่ฐานกฎหมายเพียงอย่างเดียวที่ใช้ได้

    บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยควรเริ่มจากการระบุว่ากิจกรรมการประมวลผลใดอยู่ภายใต้ PDPA บทบาทของผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูล ฐานกฎหมายที่ใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อใด GDPR จึงอาจใช้กับบริษัทไทย

    ขอบเขตการใช้บังคับเชิงดินแดนของ GDPR กำหนดไว้ใน มาตรา 3 สำหรับบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ควรแยกพิจารณาอย่างน้อยสามสถานการณ์

    บริษัทมีสถานประกอบการในสหภาพยุโรป

    หากการประมวลผลเกิดขึ้นในบริบทของกิจกรรมของสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในสหภาพยุโรป GDPR อาจใช้บังคับแม้ว่าการประมวลผลทางเทคนิคจะดำเนินการในประเทศไทย ดังนั้น ตำแหน่งของเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เกณฑ์ตัดสิน

    บริษัทมุ่งเสนอสินค้าและบริการแก่บุคคลที่อยู่ในสหภาพยุโรป

    บริษัทที่ไม่มีสถานประกอบการในสหภาพยุโรปอาจอยู่ภายใต้ GDPR หากประมวลผลข้อมูลของบุคคล ที่อยู่ในสหภาพยุโรป และการประมวลผลนั้นเกี่ยวข้องกับการเสนอสินค้าหรือบริการแก่บุคคลเหล่านั้น ไม่ว่าจะมีการเรียกเก็บเงินหรือไม่ก็ตาม

    บริษัทติดตามพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ในสหภาพยุโรป

    GDPR อาจใช้บังคับเช่นกันเมื่อบริษัทนอกสหภาพยุโรปติดตามพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ในสหภาพ เช่น การทำโปรไฟลิงหรือการติดตามออนไลน์บางรูปแบบเพื่อวิเคราะห์หรือคาดการณ์ความสนใจ พฤติกรรม หรือการเคลื่อนไหว

    ในทางกลับกัน การมีลูกค้าชาวฝรั่งเศส เยอรมัน หรือชาวยุโรปโดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ GDPR ใช้กับการประมวลผลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ สัญชาติไม่ใช่เกณฑ์ตามมาตรา 3 ต้องวิเคราะห์บริบทจริงของการประมวลผล

    GDPR และ PDPA มีหลักพื้นฐานร่วมกัน

    ทั้งสองกรอบมีกลไกพื้นฐานร่วมกันมากพอที่จะสร้างฐานธรรมาภิบาลเดียวกันได้ ในทั้งสองกรณี องค์กรต้องระบุกิจกรรมการประมวลผล กำหนดวัตถุประสงค์ เลือกฐานกฎหมายที่เหมาะสม แจ้งข้อมูลแก่เจ้าของข้อมูล จัดการระยะเวลาการเก็บรักษา รองรับคำขอใช้สิทธิ และใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความเสี่ยง

    • จัดทำแผนผังกิจกรรมการประมวลผลและกระแสข้อมูล
    • ระบุผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล และผู้รับข้อมูล
    • จัดทำเอกสารวัตถุประสงค์และฐานกฎหมาย
    • จัดให้มีการแจ้งข้อมูลแก่เจ้าของข้อมูลและกระบวนการจัดการคำขอใช้สิทธิ
    • กำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาที่มีเหตุผลรองรับ
    • ใช้มาตรการทางเทคนิคและมาตรการเชิงองค์กรที่เหมาะสมกับความเสี่ยง
    • เตรียมกระบวนการจัดการและบันทึกเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

    ความใกล้เคียงนี้ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายทั้งสองใช้แทนกันได้ หน้าที่เฉพาะ ข้อยกเว้น หน่วยงานกำกับ และกลไกการโอนข้อมูลระหว่างประเทศยังต้องพิจารณาแยกกัน

    ความแตกต่างควรถูกจัดการในรูปแบบการวิเคราะห์ช่องว่างด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด

    GDPR และ PDPA ใช้กลไกและถ้อยคำทางกฎหมายที่ไม่เหมือนกันทั้งหมด แนวทางที่เหมาะสมจึงควรสร้างฐานร่วม แล้วทำ การวิเคราะห์ช่องว่าง สำหรับแต่ละเขตอำนาจศาล

    • หน่วยงานกำกับดูแลและขั้นตอนดำเนินการแตกต่างกัน ในสหภาพยุโรป อำนาจหน้าที่ขึ้นอยู่กับประเทศและบริบทของการประมวลผล ส่วนในประเทศไทย กรอบการกำกับดูแลอยู่ภายใต้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    • เงื่อนไขการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ DPO ต้องประเมินแยกกันภายใต้กฎหมายแต่ละฉบับ
    • ข้อกำหนดด้านเอกสาร บันทึก และการประเมินความเสี่ยงไม่ได้กำหนดไว้เหมือนกันทั้งหมด
    • กลไกการโอนข้อมูลระหว่างประเทศแตกต่างกันและต้องพิจารณาให้สอดคล้องกันเมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างยุโรปกับประเทศไทย
    • บทลงโทษ ขั้นตอนทางปกครอง และช่องทางอุทธรณ์อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่แตกต่างกัน

    การโอนข้อมูลระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทยเป็นประเด็นสำคัญ

    สำหรับหลายบริษัท ประเด็นที่เป็นรูปธรรมที่สุดไม่ใช่เพียงขอบเขตเชิงดินแดนของ GDPR แต่คือ การโอนข้อมูลส่วนบุคคลจากเขตเศรษฐกิจยุโรปมายังประเทศไทย

    ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ได้รับ คำตัดสินความเพียงพอของการคุ้มครองข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ดังนั้น เมื่อ GDPR ใช้บังคับ การโอนข้อมูลจาก EEA มายังประเทศไทยต้องอาศัยกลไกตามบทที่ V ของ GDPR

    ในการทำธุรกิจทั่วไป Standard Contractual Clauses หรือ SCC ของคณะกรรมาธิการยุโรป เป็นหนึ่งในกลไกที่ใช้บ่อย ทั้งนี้ ตามบริบทอาจต้องประเมินเงื่อนไขของการโอนและมาตรการเพิ่มเติมด้วย พร้อมกับพิจารณากฎของไทยเกี่ยวกับการโอนข้อมูลไปต่างประเทศควบคู่กัน

    ในทางปฏิบัติ บริษัทต้องทราบว่า ข้อมูลใดออกจากยุโรป เพื่อวัตถุประสงค์ใด ไปยังผู้รับรายใด ภายใต้บทบาทตามสัญญาแบบใด และมีมาตรการคุ้มครองอะไร การทำแผนผังนี้เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเลือกกลไกทางกฎหมาย

    DPO และผู้แทนในสหภาพยุโรปไม่ใช่บทบาทเดียวกัน

    สองบทบาทนี้มักถูกสับสน เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPO ทำหน้าที่สนับสนุนองค์กรด้านการปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อกฎหมายกำหนดหรือองค์กรแต่งตั้งโดยสมัครใจ ส่วน ผู้แทนในสหภาพยุโรป ตามมาตรา 27 ของ GDPR ในบางกรณี ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในสหภาพแต่เข้าข่ายมาตรา 3(2)

    บริษัทไทยที่เข้าข่ายการใช้บังคับนอกอาณาเขตของ GDPR จึงต้องประเมินแยกกันว่าต้องแต่งตั้งผู้แทนในสหภาพยุโรปหรือไม่ และเข้าข่ายต้องมี DPO หรือไม่ หนึ่งบทบาทไม่สามารถแทนอีกบทบาทได้

    เหตุละเมิดข้อมูล: เกณฑ์ 72 ชั่วโมงมีอยู่ในทั้งสองกรอบ

    ตรงข้ามกับความเข้าใจที่พบได้บ่อย ระยะเวลาแจ้งเหตุหลักไม่ใช่ความแตกต่างสำคัญระหว่าง GDPR กับ PDPA โดย GDPR กำหนดให้แจ้งหน่วยงานกำกับที่มีอำนาจโดยไม่ล่าช้า และหากเป็นไปได้ภายใน 72 ชั่วโมง หลังทราบเหตุ เว้นแต่เหตุละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

    PDPA ของไทยก็กำหนดให้แจ้งโดยไม่ล่าช้าและหากเป็นไปได้ภายใน 72 ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยง หากความเสี่ยงสูง อาจต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบด้วย

    ความท้าทายในทางปฏิบัติจึงอยู่ที่การมีกระบวนการร่วมสำหรับตรวจจับเหตุ ระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ประเมินความเสี่ยง กำหนดว่าต้องแจ้งหน่วยงานหรือบุคคลใด บันทึกการตัดสินใจ และปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละกฎหมาย

    วิธีการร่วมช่วยลดงานซ้ำซ้อน

    สำหรับองค์กรที่อยู่ภายใต้ทั้งสองกรอบจริง การทำ GDPR และ PDPA เป็นสองโครงการแยกกันโดยสิ้นเชิงมักทำให้เกิดการทำรายการ กระบวนการ และการควบคุมซ้ำกัน แนวทางที่มีประสิทธิภาพกว่าคือสร้าง ฐานธรรมาภิบาลข้อมูลร่วม แล้วเชื่อมข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละกฎหมายเข้ากับฐานนั้น

    1. จัดทำแผนผังกิจกรรมการประมวลผล ระบบ ผู้ให้บริการ และการโอนข้อมูล
    2. กำหนดบทบาทของบริษัทและกฎหมายที่ใช้กับการประมวลผลแต่ละรายการ
    3. จัดทำเอกสารฐานกฎหมาย ข้อมูลที่แจ้งแก่เจ้าของข้อมูล และระยะเวลาการเก็บรักษา
    4. ตรวจสอบสัญญากับผู้ประมวลผลข้อมูลและกลไกการโอนข้อมูลระหว่างประเทศ
    5. ประเมินความจำเป็นของ DPO ผู้แทนในสหภาพยุโรป และการประเมินผลกระทบหรือความเสี่ยง
    6. จัดทำกระบวนการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลและการจัดการเหตุละเมิดข้อมูล
    7. กำหนดการติดตามอย่างต่อเนื่อง แทนการมองการปฏิบัติตามข้อกำหนดเป็นโครงการครั้งเดียว

    แนวทางนี้เป็นการบริหารการปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยเชื่อมหน้าที่ทางกฎหมายเข้ากับกระบวนการ ความรับผิดชอบ เครื่องมือ และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร

    คำถามที่ควรตรวจสอบสำหรับองค์กรของคุณ

    ก่อนสรุปว่าบริษัทไทยอยู่หรือไม่อยู่ภายใต้ GDPR ควรจัดทำข้อมูลประกอบสำหรับคำถามต่อไปนี้

    • บริษัทมีสถานประกอบการหรือการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในสหภาพยุโรปหรือไม่
    • บริษัทตั้งใจเสนอสินค้าหรือบริการแก่บุคคลที่อยู่ในสหภาพยุโรปหรือไม่
    • บริษัทติดตามพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ในสหภาพยุโรปหรือไม่
    • บริษัทรับข้อมูลส่วนบุคคลที่โอนจาก EEA มายังประเทศไทยหรือไม่
    • กิจกรรมการประมวลผลใดอยู่ภายใต้ PDPA ของไทย
    • สัญญากับลูกค้าและผู้ให้บริการระบุบทบาทและการโอนข้อมูลไว้อย่างถูกต้องหรือไม่
    • ได้ประเมินข้อกำหนดเกี่ยวกับ DPO ผู้แทนในสหภาพยุโรป และเหตุละเมิดข้อมูลแล้วหรือไม่

    สร้างการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สอดคล้องกันระหว่างยุโรปและประเทศไทย

    การกำกับดูแล GDPR และ PDPA ในประเทศไทย สามารถใช้หลักการร่วมกันเป็นฐานได้ แต่ต้องคงการวิเคราะห์ข้อแตกต่างของแต่ละกฎหมาย บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยควรระบุกิจกรรมการประมวลผลและกระแสข้อมูลระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แล้วจึงใช้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแต่ละรายการ

    Cybersiam สนับสนุนแนวทางนี้ด้วยการเชื่อมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เข้ากับการปฏิบัติตามข้อกำหนด ตั้งแต่การทำแผนผังข้อมูล ธรรมาภิบาล มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การกำหนดความรับผิดชอบ ไปจนถึงการติดตามข้อกำหนดที่ใช้บังคับ เป้าหมายไม่ใช่การซ้อนโครงการ compliance สองชุด แต่คือการสร้างระบบการบริหารจัดการเดียวที่รองรับข้อกำหนดของยุโรปและไทยในกรณีที่ใช้บังคับจริง

    บทความนี้นำเสนอหลักการทั่วไป การใช้บังคับที่แน่นอนของ GDPR, PDPA และกลไกการโอนข้อมูลระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับบริบททางกฎหมายและการดำเนินงานของแต่ละองค์กร